โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
ผมเพิ่งบรรยายลงคลิปและเผยแพร่ทางเพจ Club VI ถึงหุ้นสิงคโปร์ที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมในภาวะสงคราม-วิกฤตน้ำมันแพงเช่นนี้ ในที่นี้ขอเอามาเขียนให้อ่านกันง่ายๆ เลยครับ
1. Marco Polo Marine (SGX: 5LY) – ผู้ช่วยรบในสมรภูมิพลังงาน
ตัวแรกคือ Marco Polo Marine ครับ เมื่อน้ำมันแพง บริษัทน้ำมันทั่วโลกจะเร่งขุดเจาะ ทำให้ความต้องการเรือ OSV สูงขึ้นมาก ล่าสุดกำไรโตแบบก้าวกระโดด และยังมีธุรกิจพลังงานหมุนเวียนมาช่วยกระจายความเสี่ยงด้วย
ทำไมถึงรอด: เป็นเจ้าของเรือสนับสนุนงานนอกชายฝั่ง (OSV) เมื่อน้ำมันแพง การขุดเจาะน้ำมันจะคึกคัก ทำให้ค่าเช่าเรือพุ่งสูงขึ้น
Marco Polo Marine (5LY): จากเรือน้ำมันสู่ยักษ์ใหญ่ Offshore Wind
- Deep Insight: บริษัทไม่ได้พึ่งพาแค่น้ำมันอีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้เล่นหลักใน Offshore Wind Farm (ทุ่งกังหันลมในทะเล) ในไต้หวันและญี่ปุ่น
- 2026 Catalyst: ในปี 2026 บริษัทเริ่มรับรู้รายได้จากเรือ CSOV (Commissioning Service Operation Vessel) ลำใหม่ที่มีมาร์จิ้นสูงมาก แตกต่างจากเรือลากจูงทั่วไป
- มุมมองวิกฤต: ถ้าน้ำมันแพง งานขุดเจาะ (OSV) จะพุ่ง แต่ถ้าโลกเร่งเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด งาน Wind Farm จะโตทดแทน เป็นหุ้นที่ Hedge (ป้องกันความเสี่ยง) สองทางในตัวเดียว
2.Yangzijiang Shipbuilding (SGX: BS6) – ยักษ์ใหญ่ต่อเรือระดับโลก
ตัวที่สองคือ Yangzijiang ในภาวะสงคราม การขนส่งทางเรือมีความเสี่ยงและต้นทุนสูงขึ้น ความต้องการเรือรุ่นใหม่ที่ประหยัดพลังงานและเรือขนส่งก๊าซ (LNG) จึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งบริษัทนี้มี Backlog หรือยอดสั่งจองยาวไปหลายปีแล้ว
ทำไมถึงรอด: สงครามทำให้เส้นทางเดินเรือเปลี่ยนและต้องการเรือที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง
Yangzijiang Shipbuilding (BS6): Backlog ยาวเหยียดถึงปี 2028
- Deep Insight: นี่ไม่ใช่แค่โรงต่อเรือทั่วไป แต่เป็นเบอร์ 1 ของบริษัทเอกชนจีนที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ ปัจจุบันมี Order Book (ยอดสั่งจอง) สูงถึง 2 หมื่นกว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ
- 2026 Catalyst: การเปลี่ยนผ่านสู่เรือพลังงานสะอาด (Green Vessel) เช่น เรือใช้ก๊าซ LNG หรือ Methanol ซึ่ง Yangzijiang มีเทคโนโลยีที่เหนือกว่าคู่แข่ง ทำให้เขาสามารถเลือกรับงานที่มาร์จิ้นสูงได้ (Slot Management)
- มุมมองวิกฤต: ในภาวะสงคราม เส้นทางเดินเรือเปลี่ยน (เช่น เลี่ยงทะเลแดง) ทำให้ระยะทางขนส่งยาวขึ้น ความต้องการเรือใหม่ที่ประหยัดน้ำมันจึงเป็น “ความจำเป็น” ไม่ใช่ “ทางเลือก”
3.ST Engineering (SGX: S63) – โล่ป้องกันภัยระดับภูมิภาค
ถ้าพูดถึงสงคราม จะขาด ST Engineering ไปไม่ได้ บริษัทนี้ทำทั้งเทคโนโลยีป้องกันประเทศและความมั่นคงทางไซเบอร์ ในปี 2026 ที่โลกตึงเครียดแบบนี้ สัญญาจ้างจากรัฐบาลต่างๆ คือกระแสรายได้ที่มั่นคงและแน่นอนที่สุด
ทำไมถึงรอด: ได้ประโยชน์โดยตรงจากงบประมาณกลาโหมทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นในภาวะสงคราม
ST Engineering (S63): รายได้จากรัฐบาลคือความมั่นคงสูงสุด
- Deep Insight: มีสัดส่วนรายได้จาก Defense & Public Security เกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด และมียอด Backlog สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 3.3 หมื่นล้านเหรียญสิงคโปร์
- 2026 Catalyst: การขยายธุรกิจไปในด้าน Cybersecurity และ Smart City ทั่วโลก รวมถึงการฟื้นตัวเต็มที่ของธุรกิจซ่อมบำรุงเครื่องบิน (MRO) หลังยุคโควิด
- มุมมองวิกฤต: เมื่อโลกเข้าสู่ภาวะสงคราม งบประมาณกลาโหมทั่วโลกจะถูกปรับเพิ่มขึ้น ST Engineering คือผู้รับเหมาหลักที่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะแย่แค่ไหน รัฐบาลก็ต้องจ่ายเงินให้
4.DBS Group (SGX: D05) – รับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาขึ้น
หลายคนกลัวธุรกิจธนาคารในภาวะวิกฤต แต่ DBS มีเงินกองทุนที่แข็งแกร่งมาก เมื่อน้ำมันแพงทำให้เงินเฟ้อไม่ลง ดอกเบี้ยก็ยังคงสูงอยู่ นั่นคือโอกาสที่ DBS จะทำกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยได้มากกว่าเดิม
ทำไมถึงรอด: ราคาน้ำมันแพงนำไปสู่เงินเฟ้อ ทำให้ดอกเบี้ยต้องคงตัวอยู่ในระดับสูง (Higher for Longer) ซึ่งส่งผลดีต่อกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM)
DBS Group (D05): ไม่ใช่แค่ธนาคาร แต่คือ Wealth Hub ของเอเชีย
- Deep Insight: DBS เปลี่ยนตัวเองเป็น “Digital Bank” อย่างเต็มตัว และได้ประโยชน์จากการที่เศรษฐีทั่วโลกย้ายเงินมาฝากที่สิงคโปร์ (Family Offices)
- 2026 Catalyst: รายได้จากค่าธรรมเนียม (Fee Income) จากการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) โตในระดับ Double Digit ซึ่งช่วยชดเชยหากดอกเบี้ยเริ่มเป็นขาลงในอนาคต
- มุมมองวิกฤต: ในภาวะสงคราม เงินจะไหลเข้าหาสถานที่ที่ปลอดภัย (Safe Haven Jurisdiction) และ DBS คือหน้าด่านแรกที่รับเม็ดเงินเหล่านั้น
5.Sheng Siong (SGX: OV8) – อาหารคือปัจจัยสุดท้ายที่คนจะเลิกจ่าย
ไม่ว่าน้ำมันจะแพงแค่ไหน หรือมีสงครามที่ไหน ทุกคนยังต้องกินต้องใช้ Sheng Siong คือหุ้นที่ทนทานต่อทุกสภาวะเศรษฐกิจ และมักจะจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอในยามที่หุ้นตัวอื่นร่วงหนัก
ทำไมถึงรอด: เป็น Supermarket ขายสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน เป็นหุ้น Defensive ขนานแท้
Sheng Siong (OV8): เจ้าแห่งประสิทธิภาพและมาร์จิ้น
- Deep Insight: เคล็ดลับของเขาคือ “Distribution Centre” ที่ทันสมัยมาก ทำให้เขาสามารถควบคุมต้นทุนสินค้าได้ดีกว่าคู่แข่ง และเน้นเปิดสาขาในแหล่งที่พักอาศัย (HDB) ซึ่งเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง
- 2026 Catalyst: การนำ AI และระบบ Automation มาใช้ในคลังสินค้าใหม่ที่จะสร้างเสร็จในอนาคต ช่วยลดผลกระทบจากค่าแรงที่พุ่งสูงขึ้น
- มุมมองวิกฤต: เมื่อน้ำมันแพง ของแพง คนจะเลิกกินข้าวนอกบ้านและกลับมาทำกับข้าวเอง ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อ Supermarket ระดับแมสอย่าง Sheng Siong
Singtel (SGX: Z74) – พลังแห่งการสื่อสารที่ขาดไม่ได้
ตัวสุดท้ายคือ Singtel ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสำคัญที่สุด การสื่อสารคือเส้นเลือดใหญ่ ธุรกิจนี้มีความผันผวนต่ำมากเมื่อเทียบกับตลาด และเป็นตัวช่วยกระจายความเสี่ยงที่ดีเยี่ยมในพอร์ตการลงทุน
ทำไมถึงรอด: การโทรคมนาคมเป็นสิ่งจำเป็น และบริษัทมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งมาก
Singtel (Z74): การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อปลดล็อกมูลค่า
- Deep Insight: Singtel ไม่ได้ทำแค่ขายซิม แต่กำลังรุกหนักในธุรกิจ Data Centre ทั่วอาเซียนผ่านบริษัทลูกอย่าง Nxera เพื่อรองรับกระแส AI
- 2026 Catalyst: การนำสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้งาน (Non-core assets) ออกขายเพื่อนำเงินมาคืนผู้ถือหุ้นในรูปแบบปันผลพิเศษ หรือลงทุนในธุรกิจ New S-Curve อย่าง Digital Bank
- มุมมองวิกฤต: โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตกลายเป็น “ปัจจัยที่ 5” ไปแล้ว ไม่ว่าน้ำมันจะแพงแค่ไหน คนก็ไม่เลิกใช้เน็ต ทำให้กระแสเงินสดของ Singtel แข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า
บทสรุปและกลยุทธ์
การลงทุนใน 6 หุ้นนี้ไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่คือการเลือกธุรกิจที่มี ‘เกราะป้องกัน’ จากวิกฤต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เพราะหากแพงจนทำลายเศรษฐกิจในภาพรวม (Demand Destruction) แม้แต่หุ้น Safe Haven ก็อาจได้รับผลกระทบได้ครับ